การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในกฎหมายอื่น ขัดรัฐธรรมนูญ
12/08/2022Highlight
- มาตรการที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีอะไรบ้าง
- ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการกรณีการกระทำความผิดอย่างไร
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564
“การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในกฎหมายอื่น ขัดรัฐธรรมนูญ”
นายสุภัทร แสงประดับ
ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี 7 สำนักคดี 3
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
เจตนารมณ์ประการหนึ่งในการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบการค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1988 (United Nations Convention Against Illicit Traffic in Narcotic Drugs and Psychotropic Substances 1988) หรือที่เรียกว่า อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1988 (Vienna Convention 1988) ในการที่จะให้ประเทศไทยสามารถเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ได้ ซึ่งในข้อ 5 ของอนุสัญญาดังกล่าว ได้กำหนดมาตรการการริบทรัพย์สิน (Confiscation) ที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน (Money Laundering) หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็สามารถถูกริบได้แม้ว่าจะถูกเปลี่ยนรูป หรือแปรสภาพเป็นทรัพย์สินอื่นแล้วก็ตามดังที่ระบุไว้ในข้อ 5 วรรค 6 (a) ซึ่งกฎหมายฟอกเงินของประเทศไทยได้นำมาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 บทนิยามคำว่า “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” นอกจากจะหมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และการจำหน่าย จ่ายโอนด้วยประการใด ๆ แล้ว ยังรวมถึงดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ไม่ว่าจะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใดก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และอาจต้องถูกริบให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งสิ้น เป็นแนวคิดที่นำมาจากหลัก Deodand ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถือได้ว่าเป็นประเทศต้นแบบที่ประเทศไทยได้นำมาใช้ โดยหลักดังกล่าวเชื่อว่า การที่รัฐไปพรากเอาทรัพย์สินจากบุคคลใดอันเนื่องจากการที่บุคคลนั้นได้กระทำความผิดนั้นจะเป็นการบังคับเอาทรัพย์สินเฉพาะอย่างอันมีความเกี่ยวพันอยู่กับการกระทำความผิด และเพื่อตัดสิทธิของคนร้ายในผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายโดยการยึดอุปกรณ์และเครื่องมือของคนร้ายที่ใช้ก่ออาชญากรรม ยึดเงินทุนที่ใช้ในการปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีกับตัวบงการใหญ่หรือผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้ ซึ่งมีรากฐานแนวความคิดมาจากกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) ที่ว่า ตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เป็นทรัพย์สินที่ผิดและต้องปรับให้แก่พระเจ้า ทรัพย์สินที่จะริบได้นั้นต้องเป็นทรัพย์สินผิดกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และถือว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายมีมลทินมาตั้งแต่การกระทำความผิด การโอนต่อ ๆ มา จึงไม่มีผลให้ผู้รับโอนจะอ้างว่าตนได้รับมา
โดยสุจริตไม่ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับองค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ที่กระทำความผิดบางประเภทที่มีความร้ายแรง และจัดการกับตัวทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายโดยไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลเพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรม ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีการกำหนดให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเป็นความผิดทางอาญาและทางแพ่งแยกออกมาเฉพาะ
ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฟอกเงิน ค.ศ. 1986 (Money Laundering Control Act of 1986 - MLCA) ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านยาเสพติด ที่ชื่อว่า
“The Anti-Drug Abuse Act of 1986” มาตรการที่สำคัญที่สุดของการปราบปรามการฟอกเงิน คือ
การริบทรัพย์สิน (Asset Forfeiture) ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้มาเป็นเวลานาน โดยถือเอาหลัก Deodand ดังกล่าว นอกจากนี้ ตามอนุสัญญา ฯ ข้อ 5 วรรค 7 ยังได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับภาระในการพิสูจน์ในคดีฟอกเงินไว้โดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่กล่าวอ้างในเรื่องการได้มาของทรัพย์สินที่จะต้องถูกริบว่าได้มา
โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะต้องไม่ตีความให้กระทบต่อสิทธิของบุคคลที่สามผู้สุจริตซึ่งได้กำหนดไว้เป็นหลักการตามอนุสัญญา ฯ ข้อ 5 วรรค 8 โดยการรับฟังพยานหลักฐานจะถือหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั่วไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (Preponderance of the Evidence) ที่ไม่ต้องพิสูจน์พยานหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัย (Beyond Reasonable Doubt) เหมือนในคดีอาญา ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้การริบทรัพย์ในทางแพ่งนั้น กฎหมายจะกำหนดให้รัฐเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์ถึงเหตุอันควรสงสัย (Probable Cause) ว่าทรัพย์สินนั้นฝ่าฝืนกฎหมายสหพันธรัฐ จากนั้นภาระการพิสูจน์ก็จะตกเป็นของผู้อ้างขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบ (Claimant) ที่จะต้องพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินว่าไม่เข้าข่ายที่จะถูกริบได้ตามกฎหมาย หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องถูกริบไปตามกฎหมาย แม้ว่าในคดีอาญาจะไม่มีผู้กระทำความผิดหรือยังไม่มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยก็ตาม อันแสดงให้เห็นเห็นถึงมาตรการริบทรัพย์ในทางแพ่งดังกล่าวแยกต่างหากจากการดำเนินคดีอาญากับบุคคล ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 40 - 41/2546 มาตรการริบทรัพย์สินทางแพ่ง (Civil Forfeiture Measure) ตามกฎหมายฟอกเงินจึงเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะของกฎหมายดังกล่าว ดังเช่นมาตรการที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสาม ประกอบมาตรา 50 ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า “ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของคู่ความฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว คู่ความฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้น (Exclusive Knowledge Fact)” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาคในการต่อสู้คดีของคู่ความ อันเป็นไปตามหลักกติกาสากลและรัฐธรรมนูญรับรองไว้นั่นเอง ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มี คำวินิจฉัยที่ 8/2561
แนวคิดตามมาตรการในคดีฟอกเงินดังกล่าวนำมาสู่การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564 ในคดีที่เกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ของบุคคล
ที่มีการหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษีอากรหรือขอคืนภาษีโดยความเท็จตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี
หากเมื่อได้กระทำความผิดเป็นไปตามองค์ประกอบหรือเงื่อนไขที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ กฎหมายได้บัญญัติ ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป ซึ่งถือเป็นการบัญญัติความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินเพิ่มเติม
จากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ที่ปัจจุบันได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น 21 อนุมาตรา หรือ 21 มูลฐาน แต่หากเมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ในการตราประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี ขึ้น เนื่องจากประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering (APG) มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ (Terms of References) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ Financial Action Task Force (FATF) ในการกำหนดให้เฉพาะอาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง (Serious Tax Crime) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์และมาตรการต่าง ๆ ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่ากรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงาน ปปง. และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้จัดส่งข้อมูล ความเห็น และเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ ให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้พิจารณาวินิจฉัย โดยพิจารณาประกอบกับหลักความได้สัดส่วนหรือหลักความพอสมควรแก่เหตุ (Principle of Proportionality) ที่ผู้เขียนสามารถสรุปเหตุผลในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564 ได้ดังนี้
1. มาตรการที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นมาตรการ
ที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะที่มีทั้งมาตรการทางแพ่ง
และทางอาญา และมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง เช่น การยับยั้งการทำธุรกรรม การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน รวมถึงการจับกุมบุคคลและการร้องขอต่อศาลแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน กฎหมายจึงได้บัญญัติความผิดมูลฐานไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ซึ่งมีจำนวน 21 มูลฐาน มิได้บัญญัติให้รวมถึงความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นด้วย ย่อมแสดงได้ว่า กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้กฎหมายอื่นไปกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานเพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาดำเนินการแทน
2. ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือผู้ค้างชำระภาษีอากร โดยกำหนดมาตรการต่าง ๆ ไว้หลายมาตรการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่ต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักรตามมาตรา 3 เบญจ หรือกรณีมาตรา 3 นว การเปรียบเทียบปรับสถานเดียวกรณีเจ้าพนักงานเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องตามมาตรา 3 ทวิ หรืออำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในการสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตามมาตรา 12 เป็นต้น ซึ่งกฎหมายได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดและโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาไว้ เพื่อให้เป็นหน้าที่และอำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ตามความเหมาะสมแต่ละกรณี มาตรการดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสียภาษีอากรในแต่ละกรณีแล้ว กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักความเหมาะสม (The Principle of Suitability) อันเป็นหลักการย่อยหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนแล้ว
3. การที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี บัญญัติให้ถือว่าความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ หรือมาตรา 90/4 เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถใช้มาตรการต่าง ๆ ตามกฎหมายฟอกเงินที่มีทั้งโทษทางแพ่งและทางอาญา อันมีผลให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษีอากรตกอยู่ภายใต้มาตรการที่มีความร้ายแรงดังกล่าว ในขณะที่ประมวลรัษฎากรมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีก กล่าวโดยสรุปคือ กฎหมายดังกล่าวมีมาตรการที่เหมาะสมอยู่แล้วและยังมีมาตรการหรือวิธีการอื่นที่สามารถดำเนินการได้อยู่ จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะกำหนดมาตรการที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก ซึ่งขัดกับหลักความจำเป็น (The Principle of Necessity) อันเป็นหลักการย่อยหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนนั่นเอง
4. ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี เป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยรวบรวมทรัพย์สินเพื่อให้ได้จำนวนเงินครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจจะรวมไปถึงกรณีผู้เกี่ยวข้องอื่นที่กระทำโดยสุจริตต้องตกอยู่ภายใต้มาตรการที่มีความร้ายแรงตามกฎหมายฟอกเงินไปด้วยจนกว่าจะได้พิสูจน์ในศาล ซึ่งเหตุผลของศาลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการตรากฎหมายที่เป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นหลักการใหม่ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม (The Rule of Law) อีกด้วย
ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการดังกล่าวประกอบกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี
เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มภาระและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นไปตามหลัก
ความได้สัดส่วน และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 37
วรรคหนึ่งและวรรคสอง
อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ศาลได้มีคำแนะนำ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการพิจารณา
หากมีความจำเป็นที่จะต้องยกร่างประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี ใหม่ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยในฐานะสมาชิก APG ปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรเฉพาะที่มีลักษณะร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ว่า “หากรัฐมีความจำเป็นที่ต้องผูกพันปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง (Serious Tax Crime) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ควรบัญญัติให้เป็น “ความผิดมูลฐาน” ไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายหลักสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีความพิเศษโดยเฉพาะ โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีกระบวนการขั้นตอนในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจแต่ละฝ่าย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนเป็นระบบ ไม่ซ้ำซ้อน อันเป็นหลักการพื้นฐานในการตรากฎหมายและหลักความจำเป็นในการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ” ต่อไป
จากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564 ที่มีเหตุผลประการหนึ่งว่า “การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในประมวลรัษฎากรนั้น กฎหมายฟอกเงินมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานเพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงขัดรัฐธรรมนูญ” นั้น อาจส่งผลต่อกฎหมายฉบับอื่นที่บัญญัติไว้ในลักษณะทำนองเดียวกัน ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้หากมีคดีร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญ หรือฝ่ายนิติบัญญัติยังมิได้ยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ปัจจุบันมีกฎหมายที่บัญญัติไว้ในลักษณะทำนองดังกล่าว อย่างน้อยจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
มาตรา 73 วรรคสาม (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคสอง (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 22 (กำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 มาตรา 25 วรรคหก (ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้สมคบในการกระทำความผิดทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
พ.ศ. 2551 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 (การกระทำที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย) พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคห้า (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น) รวมทั้งการพิจารณาทบทวนถึงความจำเป็นและเหมาะสมในการกำหนดความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ของกฎหมายฟอกเงินอีกด้วย
โดยสุจริตไม่ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับองค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ที่กระทำความผิดบางประเภทที่มีความร้ายแรง และจัดการกับตัวทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายโดยไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลเพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรม ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีการกำหนดให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเป็นความผิดทางอาญาและทางแพ่งแยกออกมาเฉพาะ
ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฟอกเงิน ค.ศ. 1986 (Money Laundering Control Act of 1986 - MLCA) ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านยาเสพติด ที่ชื่อว่า
“The Anti-Drug Abuse Act of 1986” มาตรการที่สำคัญที่สุดของการปราบปรามการฟอกเงิน คือ
การริบทรัพย์สิน (Asset Forfeiture) ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้มาเป็นเวลานาน โดยถือเอาหลัก Deodand ดังกล่าว นอกจากนี้ ตามอนุสัญญา ฯ ข้อ 5 วรรค 7 ยังได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับภาระในการพิสูจน์ในคดีฟอกเงินไว้โดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่กล่าวอ้างในเรื่องการได้มาของทรัพย์สินที่จะต้องถูกริบว่าได้มา
โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะต้องไม่ตีความให้กระทบต่อสิทธิของบุคคลที่สามผู้สุจริตซึ่งได้กำหนดไว้เป็นหลักการตามอนุสัญญา ฯ ข้อ 5 วรรค 8 โดยการรับฟังพยานหลักฐานจะถือหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั่วไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (Preponderance of the Evidence) ที่ไม่ต้องพิสูจน์พยานหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัย (Beyond Reasonable Doubt) เหมือนในคดีอาญา ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้การริบทรัพย์ในทางแพ่งนั้น กฎหมายจะกำหนดให้รัฐเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์ถึงเหตุอันควรสงสัย (Probable Cause) ว่าทรัพย์สินนั้นฝ่าฝืนกฎหมายสหพันธรัฐ จากนั้นภาระการพิสูจน์ก็จะตกเป็นของผู้อ้างขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบ (Claimant) ที่จะต้องพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินว่าไม่เข้าข่ายที่จะถูกริบได้ตามกฎหมาย หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องถูกริบไปตามกฎหมาย แม้ว่าในคดีอาญาจะไม่มีผู้กระทำความผิดหรือยังไม่มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยก็ตาม อันแสดงให้เห็นเห็นถึงมาตรการริบทรัพย์ในทางแพ่งดังกล่าวแยกต่างหากจากการดำเนินคดีอาญากับบุคคล ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 40 - 41/2546 มาตรการริบทรัพย์สินทางแพ่ง (Civil Forfeiture Measure) ตามกฎหมายฟอกเงินจึงเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะของกฎหมายดังกล่าว ดังเช่นมาตรการที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสาม ประกอบมาตรา 50 ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า “ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของคู่ความฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว คู่ความฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้น (Exclusive Knowledge Fact)” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาคในการต่อสู้คดีของคู่ความ อันเป็นไปตามหลักกติกาสากลและรัฐธรรมนูญรับรองไว้นั่นเอง ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มี คำวินิจฉัยที่ 8/2561
แนวคิดตามมาตรการในคดีฟอกเงินดังกล่าวนำมาสู่การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564 ในคดีที่เกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ของบุคคล
ที่มีการหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษีอากรหรือขอคืนภาษีโดยความเท็จตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี
หากเมื่อได้กระทำความผิดเป็นไปตามองค์ประกอบหรือเงื่อนไขที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ กฎหมายได้บัญญัติ ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป ซึ่งถือเป็นการบัญญัติความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินเพิ่มเติม
จากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ที่ปัจจุบันได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น 21 อนุมาตรา หรือ 21 มูลฐาน แต่หากเมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ในการตราประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี ขึ้น เนื่องจากประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering (APG) มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ (Terms of References) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ Financial Action Task Force (FATF) ในการกำหนดให้เฉพาะอาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง (Serious Tax Crime) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์และมาตรการต่าง ๆ ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่ากรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงาน ปปง. และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้จัดส่งข้อมูล ความเห็น และเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ ให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้พิจารณาวินิจฉัย โดยพิจารณาประกอบกับหลักความได้สัดส่วนหรือหลักความพอสมควรแก่เหตุ (Principle of Proportionality) ที่ผู้เขียนสามารถสรุปเหตุผลในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564 ได้ดังนี้
1. มาตรการที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นมาตรการ
ที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะที่มีทั้งมาตรการทางแพ่ง
และทางอาญา และมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง เช่น การยับยั้งการทำธุรกรรม การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน รวมถึงการจับกุมบุคคลและการร้องขอต่อศาลแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน กฎหมายจึงได้บัญญัติความผิดมูลฐานไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ซึ่งมีจำนวน 21 มูลฐาน มิได้บัญญัติให้รวมถึงความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นด้วย ย่อมแสดงได้ว่า กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้กฎหมายอื่นไปกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานเพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาดำเนินการแทน
2. ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือผู้ค้างชำระภาษีอากร โดยกำหนดมาตรการต่าง ๆ ไว้หลายมาตรการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่ต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักรตามมาตรา 3 เบญจ หรือกรณีมาตรา 3 นว การเปรียบเทียบปรับสถานเดียวกรณีเจ้าพนักงานเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องตามมาตรา 3 ทวิ หรืออำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในการสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตามมาตรา 12 เป็นต้น ซึ่งกฎหมายได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดและโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาไว้ เพื่อให้เป็นหน้าที่และอำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ตามความเหมาะสมแต่ละกรณี มาตรการดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสียภาษีอากรในแต่ละกรณีแล้ว กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักความเหมาะสม (The Principle of Suitability) อันเป็นหลักการย่อยหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนแล้ว
3. การที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี บัญญัติให้ถือว่าความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ หรือมาตรา 90/4 เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถใช้มาตรการต่าง ๆ ตามกฎหมายฟอกเงินที่มีทั้งโทษทางแพ่งและทางอาญา อันมีผลให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษีอากรตกอยู่ภายใต้มาตรการที่มีความร้ายแรงดังกล่าว ในขณะที่ประมวลรัษฎากรมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีก กล่าวโดยสรุปคือ กฎหมายดังกล่าวมีมาตรการที่เหมาะสมอยู่แล้วและยังมีมาตรการหรือวิธีการอื่นที่สามารถดำเนินการได้อยู่ จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะกำหนดมาตรการที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก ซึ่งขัดกับหลักความจำเป็น (The Principle of Necessity) อันเป็นหลักการย่อยหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนนั่นเอง
4. ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี เป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยรวบรวมทรัพย์สินเพื่อให้ได้จำนวนเงินครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจจะรวมไปถึงกรณีผู้เกี่ยวข้องอื่นที่กระทำโดยสุจริตต้องตกอยู่ภายใต้มาตรการที่มีความร้ายแรงตามกฎหมายฟอกเงินไปด้วยจนกว่าจะได้พิสูจน์ในศาล ซึ่งเหตุผลของศาลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการตรากฎหมายที่เป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นหลักการใหม่ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม (The Rule of Law) อีกด้วย
ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการดังกล่าวประกอบกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี
เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มภาระและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นไปตามหลัก
ความได้สัดส่วน และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 37
วรรคหนึ่งและวรรคสอง
อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ศาลได้มีคำแนะนำ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการพิจารณา
หากมีความจำเป็นที่จะต้องยกร่างประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ตรี ใหม่ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยในฐานะสมาชิก APG ปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรเฉพาะที่มีลักษณะร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ว่า “หากรัฐมีความจำเป็นที่ต้องผูกพันปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง (Serious Tax Crime) เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ควรบัญญัติให้เป็น “ความผิดมูลฐาน” ไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายหลักสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีความพิเศษโดยเฉพาะ โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีกระบวนการขั้นตอนในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจแต่ละฝ่าย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนเป็นระบบ ไม่ซ้ำซ้อน อันเป็นหลักการพื้นฐานในการตรากฎหมายและหลักความจำเป็นในการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ” ต่อไป
จากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2564 ที่มีเหตุผลประการหนึ่งว่า “การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในประมวลรัษฎากรนั้น กฎหมายฟอกเงินมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานเพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงขัดรัฐธรรมนูญ” นั้น อาจส่งผลต่อกฎหมายฉบับอื่นที่บัญญัติไว้ในลักษณะทำนองเดียวกัน ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้หากมีคดีร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญ หรือฝ่ายนิติบัญญัติยังมิได้ยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ปัจจุบันมีกฎหมายที่บัญญัติไว้ในลักษณะทำนองดังกล่าว อย่างน้อยจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
มาตรา 73 วรรคสาม (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคสอง (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 22 (กำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 มาตรา 25 วรรคหก (ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้สมคบในการกระทำความผิดทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
พ.ศ. 2551 มาตรา 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 (การกระทำที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย) พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคห้า (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น) รวมทั้งการพิจารณาทบทวนถึงความจำเป็นและเหมาะสมในการกำหนดความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ของกฎหมายฟอกเงินอีกด้วย
More Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง “การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในกฎหมายอื่น ขัดรัฐธรรมนูญ”
- ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
#ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ






Login with facebook
Login with google